【pg ส ล้อ ต⏩【v52dd.com】⏪】เปิด นิ เค อิ เช้า v52dd.com10 ปี ข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย : ถดถอย หรือ ก้าวหน้า

作者:ความบันเทิง 来源:ข่าว 浏览: 【 】 เวลาวางจำหน่าย:2023-01-27 16:56:26 评论数:
ประชาไท / บทความ ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ Submitted on Mon, 2013-04-29 19:45ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ยงยุทธ เม่นตะเภา และบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า


แฟ้มภาพ: ประชาไทปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

16 มีนาคม 2546 ถือได้ว่าเป็นวันเปิดตัวคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) อย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน คสรท.เป็นพื้นที่การรวมตัวขององค์กรแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานกว่า 34 องค์กร และองค์กรสมาชิกสหภาพแรงงาน 207 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อรณรงค์ประเด็นปัญหาแรงงานที่เป็นปัญหาร่วมของแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการรณรงค์เชิงนโยบาย  การยื่นข้อเรียกร้อง และติดตามความก้าวหน้าของข้อเรียกร้องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสังคมระหว่างผู้ใช้แรงงานกับรัฐและทุนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

งานหนึ่งที่สำคัญของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี คือ การจัดงานวันกรรมกรสากล (1 พฤษภาคมของทุกปี) และการยื่นข้อเรียกร้องประจำปี ร่วมกับองค์กรเครือข่ายแรงงานต่างๆ โดยเฉพาะร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) อีกไม่กี่วันจะครบรอบ 10 ปี ของการจัดงานวันกรรมกรสากล ที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการแยกจัดงานจากสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดงานจากกระทรวงแรงงาน ในนามของ “คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ” ทั้งนี้งบประมาณที่ คสรท. และองค์กรเครือข่ายใช้ในการจัดงานมาจากวิธีลงขันบริจาคจากองค์กรสมาชิกใน คสรท.และองค์กรร่วมจัดงาน (ยกเว้นเพียงปี 2553 ที่ คสรท. และ สรส.ตัดสินใจร่วมจัดงานวันกรรมกรสากลกับ 12 สภาองค์การลูกจ้าง และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย เพื่อรวมพลังเรียกร้องรัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 และจุดเปลี่ยนอีกครั้งในปี 2554 ที่ในตอนแรกก่อนเดือนเมษายน คสรท. และ สรส. ได้เข้าร่วมประชุมกับสภาองค์การลูกจ้างมาตลอด แต่พอมีมติให้จัดประกวดเทพธิดาแรงงานในวันที่ 1 พฤษภาคม ทาง คสรท. และ สรส. จึงถอนตัวจากการจัดงานดังกล่าว)ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ประเด็นสำคัญที่ คสรท. มีการแยกจัดงานจากสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ ที่คงเน้นเพียงกิจกรรมบันเทิงสนุกสนาน คือ ต้องการสื่อสารต่อสาธารณชนให้เห็นปัญหาผู้ใช้แรงงาน ที่ในรอบปีที่ผ่านมาวิถีชีวิตของแรงงานจำนวนมหาศาลยังถูกขูดรีด เอารัดเอาเปรียบจากรัฐและทุน ถูกเลือกปฏิบัติจากนโยบายเศรษฐกิจด้านการลงทุนของรัฐ ต้องเผชิญกับรายได้ต่ำ ไร้สิทธิ ไร้โอกาส ไร้อำนาจ และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นกระบวนการลดทอนความเหลื่อมล้ำและหยุดยั้งความอยุติธรรมที่ถั่งโถมสู่ผู้ใช้แรงงาน คือ การที่รัฐต้องเปิดโอกาสให้แรงงานได้รวมตัว-เจรจา-ต่อรองอย่างเสมอภาค และนั่นถึงนำมาสู่การเข้าถึงสิทธิแรงงานและความเป็นธรรมที่แรงงานพึงได้รับอย่างแท้จริงปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

เพื่อให้เห็นพัฒนาการและความเคลื่อนไหวของข้อเรียกร้องที่ทาง คสรท. ร่วมด้วย สรส. และองค์กรเครือข่ายแรงงานได้ยื่นต่อรัฐบาลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นประโยชน์ต่อการติดตามข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและกระทรวงแรงงานต่อไป บทความนี้จะนำเสนอใน 3 ประเด็นสำคัญ คือปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(1) จุดเริ่มต้นวันกรรมกรสากลในประเทศไทย: จากชิคาโกถึงวังสราญรมย์และสวนลุมพินีปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(2) เปิดข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ปี 2547-2556: 10 ประเด็นสำคัญในรอบ 10 ปีปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(3) 5 ข้อเรียกร้องที่เสนอมาตลอด 10 ปี ดูเหมือนว่าจะ “ก้าวหน้า” แต่แท้จริง “ถดถอย”ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 

จุดเริ่มต้นวันกรรมกรสากลในประเทศไทย : จากชิคาโกถึงวังสราญรมย์และสวนลุมพินี

ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

แน่นอนการจัดงานวันกรรมกรสากลหรือวันแรงงานแห่งชาติในประเทศไทย ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ซึ่งเริ่มหลังจากที่เกิดเหตุการณ์จลาจลที่ “เฮย์มาร์เก็ต” ไปถึง 60 ปีปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

“จัตุรัสเฮย์มาร์เก็ต” ณ ที่แห่งนี้ คือ ที่มาของวันกรรมกรสากล ที่ประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างยึดถึงวันดังกล่าวเป็นวันรำลึก เพราะย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1886 (หรือ พ.ศ.2429) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธ์แรงงานในสหรัฐอเมริกาได้นัดหยุดงานครั้งใหญ่ และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้อง “ระบบสามแปด” คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง การประท้วงที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองชิคาโกที่บริเวณจัตุรัสเฮย์มาร์เก็ตปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ล่วงมาถึง ค.ศ. 1889 (พ.ศ.2432) ซึ่งในขณะนั้นการนัดหยุดงานของคนงานในแทบทุกกิจการอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วโลก จึงทำให้ในที่ประชุมสภาสังคมนิยมสากล ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส จึงมีมติให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันกรรมกรสากล” เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ “เฮย์มาร์เก็ต” และการตระหนักร่วมกันถึงคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานทั่วโลกที่ยังถูกกดขี่จากรัฐและทุนอยู่ และรวมถึงการเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

สำหรับในประเทศไทยแล้ว มีการจัดงานวันกรรมกรสากลครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ที่สนามหน้าสำนักงานสมาคมไตรจักร์ (สามล้อ) พระราชวังอุทยานสราญรมย์ จัดโดยสมาคมกรรมกรสงเคราะห์กรุงเทพร่วมกับสมาคมไตรจักร์ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ปีต่อมา พ.ศ.2490 การชุมนุมวันกรรมกรสากลมีขึ้นที่สนามหลวง ในปีนี้ถือเป็นการแสดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพไทยครั้งใหญ่ที่สุด เพราะมีการจัดตั้งสหพันธ์กรรมกรระดับชาติแห่งแรกในประเทศไทย คือ “สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย”ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

แต่แล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ก็เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจโดยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และห้ามจัดงานวันกรรมกรสากล ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้เริ่มต้นอย่างชัดเจนในการเข้ามาแทรกแซงการรวมตัวของกรรมกร โดยรัฐบาลจัดตั้ง “สหบาลกรรมกรแห่งประเทศไทย” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมกรรมกรไทย” และ “สมาคมแรงงานเสรีแห่งประเทศไทย” โดยให้เงินสนับสนุนและจัดหาสำนักงานให้ จากจุดนี้จึงทำให้กรรมกรเกิดความแตกแยก และในที่สุด สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำลายก็ล่มสลายลงปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2499 มีผู้นำกรรมกรหัวก้าวหน้าจำนวนหนึ่ง ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายแรงงานเพื่อคุ้มครองคนงาน กลุ่มนี้รวมตัวกันในนาม “กรรมกร 16 หน่วย” เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อให้กรรมกรตั้งสหภาพแรงงานได้ จนในที่สุด 1 มกราคม พ.ศ.2500 ประเทศไทยก็มีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ฉบับแรก รวมทั้งในปีนี้รัฐบาลยังได้เปลี่ยนชื่อจาก “วันกรรมกรสากล” เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ”ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

แต่กรรมกรมีโอกาสได้เฉลิมฉลองดีใจกันไม่นาน 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยกเลิกกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวของกรรมกรกลับเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง ผู้นำกรรมกรจำนวนมากถูกจับกุมคุมขังปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

จนกระทั่ง พ.ศ.2517 หลังยุคเบิกบานประชาธิปไตย รัฐบาลโดยกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย จึงได้กลับมาจัดงานวันแรงงานแห่งชาติขึ้นอีกครั้งที่สวนลุมพินี เน้นการเฉลิมฉลอง ทำบุญตักบาตร การแสดงนิทรรศการความรู้และกิจกรรมของแรงงาน ตลอดจนมีการอภิปรายต่างๆ รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวคำปราศรัยแก่ผู้ใช้แรงงานปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ต่อมาในปี พ.ศ.2536 มีการจัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมขึ้น การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติจึงอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงานฯ มาโดยตลอด ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา กระทรวงแรงงานได้จัดสรรงบประมาณประจำปีสนับสนุนการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติแก่คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปีละ 1.6 ล้านบาท และในปี 2555 สูงถึง 5.1 ล้านบาท ส่วนปี 2556 รวม 3.5 ล้านบาทปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2489 จนถึงปัจจุบัน 67 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันกรรมกรสากลของไทยถูกแทรกแซงจากรัฐบาลมาโดยตลอด เนื้อหาและรูปแบบของการจัดงานเน้นไปในเรื่องกิจกรรมบันเทิงสนุกสนาน เช่น แข่งขันกีฬา ตอบปัญหาชิงรางวัล การแสดงดนตรีจากนักร้องชื่อดัง มากกว่าการสะท้อนปัญหาและวัฒนธรรมของผู้ใช้แรงงาน และการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในวันที่ 1 พฤษภาคม ก็เป็นเพียงพิธีกรรมประกอบงานให้สมบูรณ์เพียงเท่านั้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 

เปิดข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ปี 2547-2556 : 10 ประเด็นสำคัญในรอบ 10 ปี

ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (2556) นับได้ว่าเป็นเวลา 10 ปีพอดี ที่คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้ร่วมกับองค์กรเครือข่ายแรงงานต่างๆ โดยเฉพาะสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จัดงานวันกรรมกรสากลที่แยกออกมาจากคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

แน่นอนข้อเรียกร้องแต่ละปีมีทั้งความเหมือนและความต่างจากคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ เช่น ข้อเรียกร้องหนึ่งที่เหมือนกันทุกปีของทั้ง 2 ฝ่าย คือ การให้รัฐรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 และการยกเลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง คสรท. และคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ต่างก็ต้องเผชิญกับบริบทและสถานการณ์แวดล้อมเดียวกัน ความต่างอาจอยู่เพียงที่ว่า “ฝ่ายหนึ่งรับทุนกระทรวงแรงงานมาจัดงาน แต่อีกฝ่ายสมาชิกลงขันบริจาคเงินกันเอง”  ดังนั้นข้อเรียกร้องแต่ละปีๆ จึงมีทั้งต้อง (ยอม) ประนีประนอมกับรัฐและทุน กับการแข็งขืนต่อต้านไม่สยบยอม นำเสนอต่อสาธารณชนไปพร้อมๆ กัน (นี่ไม่นับในบางปีมีการเดินขบวนสวนทางกันอีก)[1]ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ตัวอย่างที่ประจักษ์ชัด เช่น ในปี 2550 ฝ่ายคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ เสนอให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฉบับที่ไม่มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ แต่ปีเดียวกันนี้เอง คสรท.เสนอให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย (ฉบับบูรณาการแรงงาน) ที่ระบุถึงเรื่องการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ อย่างชัดเจนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

หรือในกรณีเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม ในปี 2549 คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติเสนอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามอัตราเงินเฟ้อในแต่ละจังหวัด แต่ คสรท.กลับเสนอให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรม โดยยึดหลักมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่กำหนดไว้วันละ 233 บาท เป็นต้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ทั้งนี้เมื่อมาพิจารณาข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ระหว่างปี 2547-2556 พบว่ามีลักษณะสำคัญ 10 ประการ ดังนี้ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(1) ข้อเรียกร้องของ คสรท. มีที่มาจากสถานการณ์ของวิกฤติปัญหาที่แรงงานต้องเผชิญ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละปี และความเข้มข้นของวิกฤติปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นๆ สถานการณ์ปัญหาเด่นสุดที่ผู้ใช้แรงงานเผชิญคือเรื่องใด (ยกเว้นเพียงปี 2554 ซึ่งจะอธิบายต่อไป) ส่วนข้ออื่นๆ ในลำดับถัดมาเป็นข้อเรียกร้องเชิงประเด็นติดตามจากปีก่อนๆ มากกว่า ได้แก่ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

1. ปี 2547 รัฐบาลเร่งรีบนำร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.….. ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จงใจทำลายสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานของคนงานทุกประเภท ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อแรกในปีนี้ คือ ให้รัฐบาลรับร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์….ฉบับขบวนการแรงงาน [2]ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

2. ปี 2548 รัฐบาลประกาศแนวนโยบายเรื่องการแปรรูปการประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค และการนำบริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) เข้าไปกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีการยกร่างพ.ร.บ.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ พ.ศ….เพื่อเสนอต่อ ครม.พิจารณา ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อแรก คือ ให้รัฐบาลหยุดการขาย หรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สำคัญต่อการดำรงชีพของประชาชน ไปขายในตลาดหลักทรัพย์ ให้กับนายทุนไทยและนายทุนข้ามชาติปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

3.ปี 2549 ปีนี้พบว่าเป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงมากจากปีที่ผ่านๆ มา ค่ารถโดยสารขยับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อแรก คือ ให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

4.ปี 2550-51 มีสถานการณ์เลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเลิกจ้างแกนนำและสมาชิกสหภาพแรงงานจำนวนมาก เช่น กรณีการเลิกจ้างประธานและแกนนำสหภาพแรงงานบริษัทซัมมิท เอ็นจีเนียริ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นธุรกิจยานยนต์มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อแรกของทั้ง 2 ปี จึงคล้ายคลึงกัน คือ ให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ … (ฉบับผู้ใช้แรงงาน) ในปี 2550 กับ ให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฉบับเดียว ในปี 2551ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

5. ปี 2552 -2553 เกิดสถานการณ์คล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่อง คือ วิกฤติการณ์เศรษฐกิจทุนนิยมโลก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงมายังผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย ทั้งการเลิกจ้าง การลดเวลาการทำงาน การใช้มาตรา 75 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ในการจ้างงาน อีกทั้งนายจ้างที่ไร้มนุษยธรรมได้ฉวยวิกฤตการณ์เศรษฐกิจนี้เป็นข้ออ้างของเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน ภายใต้เป้าหมายในการคุกคามสหภาพแรงงานและสิทธิแรงงาน ดังที่เกิดขึ้นกับคนงานบริษัทเวิร์ลเวลการ์เม้นท์, สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออนอิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, สหภาพแรงงานแคนนาดอล ประเทศไทย, สหภาพแรงงานคาวาซากิยานยนต์แห่งประเทศไทย, สหภาพแรงงานเอ็นทีเอ็นนิเด็ค ประเทศไทย, สหภาพแรงงานมิชลินประเทศไทย ฯลฯ  ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อแรกของ คสรท.ใน 2 ปีนี้ คือ ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีปัญหา เพื่อตรวจสอบปัญหาที่แท้จริง และหากมีสาเหตุจากวิกฤตทางเศรษฐกิจจริงก็ให้หามาตรการในการช่วยเหลือฟื้นฟูที่เหมาะสมต่อไปปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

6. ปี 2554 ข้อเรียกร้องข้อแรกของ คสรท.ในปีนี้ คือ รัฐต้องให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งจะเห็นได้ว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ คสรท. ไม่ได้ใช้สถานการณ์ปัญหานำขึ้นมาชูเป็นประเด็นข้อเรียกร้อง ทั้งนี้กล่าวได้ว่า เป็นผลมาจากการที่คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบการดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 และรัฐบาลได้นำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในช่วงต้นปี 2554 รวมถึงในช่วงปลายปี 2553 ต่อด้วยต้นปี 2554 คสรท., สรส. รวมถึงสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ ได้รวมตัวกันในนาม “คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” และมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

7. ปี 2555 เป็นปีที่นโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ถูกใช้ใน 7 จังหวัดแรก ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน แม้ว่าจะทำให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังพบว่าแรงงานจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากค่าจ้างที่ปรับขึ้น เพราะค่าครองชีพกลับพุ่งสูงขึ้นตามการปรับค่าจ้าง โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แทนที่แรงงานจะมีกำลังซื้อมากขึ้นแต่กลับซื้อของได้น้อยลง ดังนั้นทำให้ในปีนี้ คสรท.จึงนำเสนอข้อเรียกร้องที่แบ่งเป็น 2 เรื่องอย่างชัดเจน คือ ข้อเรียกร้องเร่งด่วน กับข้อเรียกร้องติดตาม โดยข้อเรียกร้องเร่งด่วนข้อแรก คือ รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาอาหาร ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร การสนับสนุนงบประมาณสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อการลดค่าครองชีพ ส่วนข้อเรียกร้องติดตามข้อแรก คือ รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ฉบับที่ 98ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

8. ปี 2556  ข้อเรียกร้องของ คสรท.ยังคงแบ่งเป็น 2 เรื่อง ดังเช่นในปี 2555 คือ ข้อเรียกร้องเร่งด่วน กับ ข้อเรียกร้องติดตาม โดยข้อเรียกร้องเร่งด่วนข้อแรกในปีนี้ คือ รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ฉบับที่ 98 ส่วนข้อเรียกร้องติดตาม คือ การกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม ให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน รวมทั้งการเสนอให้รัฐทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ที่ให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ในปี พ.ศ.2557 และปี พ.ศ.2558ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

กล่าวได้ว่าตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาบริหารประเทศ ความชัดเจนของรัฐบาลต่อการรับรองอนุสัญญากลับไม่ปรากฏเมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีเพียงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2555 เท่านั้น ที่กระทรวงแรงงานมีการจัดทำเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค ทั้งๆ ที่ประเด็นนี้ผู้ใช้แรงงานทั้ง คสรท. และคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติได้เรียกร้องมาโดยตลอดปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

นอกจากนั้นแล้วการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท เมื่อ 1 มกราคม 2556 ได้มาพร้อมกับสถานการณ์ที่นายจ้างใช้ข้ออ้าง 300 บาท มาเลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในหลายพื้นที่ อีกทั้งมีการเปลี่ยนสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นคุณ ทั้ง “วีณาการ์เม้นต์” จ.สระบุรี  “มาสเตอร์พีซ การ์เม้นท์แอนด์เท็กไทล์” จ.นครปฐม “แอร์โร่เวิร์ค เอเชีย” จ.ชลบุรี  “อีเลคโทรลักซ์” จ.ระยอง “เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย” จ.ระยอง “ลินฟ๊อกซ์ ทรานสปอร์ตแห่งประเทศไทย” จ.ปทุมธานี “เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง” กรุงเทพฯปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(2) ในช่วงเกิดวิกฤติการณ์ภัยธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์สึนามิในปลายปี 2547 หรือวิกฤตอุทกภัยในปลายปี 2554  ข้อเสนอของ คสรท.ในปีต่อมา คือ ปี 2548 และ ปี 2555 จะมีการระบุถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดกับผู้ใช้แรงงาน เช่น ในปี 2548 เสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไปปัญหาของลูกค้าที่ประสบภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิ โดยให้กองทุนประกันสังคมอนุมัติงบประมาณ เพื่อปล่อยกู้ให้แก่ลูกจ้างที่ประสบภัยเช่นเดียวกับการอนุมัติปล่อยกู้ให้นายจ้าง และให้กระทรวงแรงงานมีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างผู้ประสบภัยอย่างจริงจัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียมกัน หรือในปี 2555 เสนอให้รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่อผู้ใช้แรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิแรงงานโดยเฉพาะในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติอุทกภัย และมีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย การตัดลดสวัสดิการ การสั่งย้ายให้ทำงานต่างพื้นที่ การปิดสถานประกอบการ [3]ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(3) ในปี 2547 – 49 และ 2554 มีข้อเรียกร้องที่น่าสนใจ 3 ข้อ ที่สะท้อนถึงสถานการณ์ปัญหาในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี คือ การทำสัญญาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในระดับทวิภาคี และพหุภาคี กับนานาชาติอันจะมีผลกระทบต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติโดยรวม รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยทำการประชามติตามรัฐธรรมนูญ กับ ให้สำนักงานประกันสังคมขยายความคุ้มครองด้านสุขภาพไปยังแรงงานที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่มีเงื่อนไข (2 เรื่องนี้ปรากฏในข้อเรียกร้องปี 47-49) และในปี 2554 มีการเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(4) ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน คสรท. มีการระบุข้อเรียกร้องเรื่องการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ รวมถึงแรงงานภาคเกษตร โดยเฉพาะการขยายความคุ้มครองประกันสังคมให้คุ้มครองแรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึงในมาตรฐานเดียวกับแรงงานในระบบ และการจ่ายเงินสมทบตามอัตราส่วนที่เหมาะสม รวมถึงผู้ประกันตนในมาตรา 39  และตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน มีการระบุเรื่องแรงงานข้ามชาติ โดยให้มีการคุ้มครองโดยใช้มาตรฐานเดียวกับการคุ้มครองแรงงานในประเทศ เช่น ค่าจ้าง การรวมตัวเจรจาต่อรอง สิทธิในการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขและอาชีวอนามัย เป็นต้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(5) ในปี 2549 เป็นช่วงที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มทุนจำนวนมากเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ และร่วมมือกับกลุ่มทุนต่างชาติกำหนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนของตนเอง ทำให้ในปีนี้ข้อเสนอของ คสรท. ต่อรัฐบาล จึงมีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปการเมืองเพิ่มขึ้นจากข้อเรียกร้องประจำปีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานพื้นที่นอกทะเบียนบ้าน สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ที่ทำงานได้ และการยกเลิกการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส., ส.ว. ว่าต้องจบปริญญาตรี เป็นต้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(6) ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในประเด็นประกันสังคม คสรท. เสนอว่าต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคมให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม ไม่นับว่าในปี 2555 มีการระบุชัดเจนว่า รัฐบาลต้องนำ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับ 14,264 รายชื่อ เข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรโดยเร่งด่วน แต่ต่อมาในปี 2556 หลังจากที่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากไม่รับร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับ 14,264 รายชื่อ คสรท.จึงทำให้ข้อเสนอเรื่องประกันสังคมคล้ายคลึงกับข้อเสนอปี 2554 แทนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(7) ในช่วงที่มีการเสนอข้อเรียกร้องเรื่องผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและจากการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงปี 2552-2553 รวมทั้งปี 2555 คสรท.มีข้อเสนอเรื่องการให้กระทรวงแรงงานต้องตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย หรือกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยใช้เงินกองทุนนั้นซึ่งเป็นของกระทรวงแรงงานจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันทีเพื่อเป็นค่าชดเชย และให้กระทรวงแรงงานไปเรียกเก็บกับนายจ้างหรือเจ้าของประกอบการเพื่อนำกลับคืนกองทุนต่อไป ประกอบข้อเรียกร้องอื่นๆ ด้วยทุกครั้งปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(8) มีข้อสังเกตเพิ่มขึ้นในปี 2556 ที่ทาง คสรท. มีข้อเรียกร้องเร่งด่วนข้อที่ 2 ที่ระบุชัดเจนว่า รัฐต้องยุตินโยบายและกฎหมายที่ละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะกรณีผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) 13 คน ที่ถูกเลิกจ้าง และแรงงานในภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ที่ศาลมีคำพิพากษาให้การรถไฟเลิกจ้างแกนนำ สร.รฟท. ทั้งๆ ที่การเลิกจ้างเป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ได้เกิดเหตุการณ์ขบวนรถด่วนที่ 84 เกิดอุบัติเหตุตกรางที่สถานีเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารเสียชีวิต 7 ราย และได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน จึงทำให้ทาง สร.รฟท.เคลื่อนไหวหยุดให้บริการ ใน จ.สงขลา และนราธิวาส ระหว่างวันที่ 16 – 27 ต.ค.2552 เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามปกติก่อนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

กรณีดังกล่าวนี้เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า รัฐไทยยังคงไม่ยอมรับในสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของคนงานกลุ่มนี้ แม้รัฐวิสาหกิจจะมีกฎหมายรองรับสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัดและขัดกับหลักการในอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ แต่ผ่านมากว่าหนึ่งปีรัฐบาลหาได้มีความพยายามที่ชัดเจนที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับนักสหภาพแรงงานทั้ง 13 คนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(9) ในปี 2556 มีข้อเรียกร้องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ รัฐต้องยกเว้นภาษี กรณีเงินก้อนสุดท้ายของคนงานผู้เกษียณอายุ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าลูกจ้างที่ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ไม่ใช่เพราะตายหรือทุพพลภาพ ลูกจ้างจะต้องเสียภาษีจากเงินก้อนที่ได้รับในตอนเกษียณอายุนั้น ทั้งๆ ที่เงินก้อนดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นเงินออมที่จะไว้ใช้จ่ายดูแลตัวเองได้ในยามเกษียณ เป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องดูแลคนชราลดน้อยลง อีกทั้งเป็นการทุ่นเงินงบประมาณของชาติ ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ คสรท.ไม่เคยมีการเสนอกับรัฐบาลมาก่อนไม่ว่าจะปีใดๆ ก็ตามปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(10) สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กในย่านอุตสาหกรรม คสรท.มีการเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวเฉพาะปี 2547, 2549, 2555 และ 2556 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า คสรท., สรส. กับกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในการทำงานเคลื่อนไหวรณรงค์ร่วมกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงพบว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ถูกหยิบยกไปเสนอในข้อเรียกร้องวันสตรีสากลทุกวันที่ 8 มีนาคมแทน

5  ข้อเรียกร้องที่เสนอมาตลอด 10 ปี ดูเหมือนว่าจะ “ก้าวหน้า” แต่แท้จริง “ถดถอย”

ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

จากการประมวลข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2556 พบว่า มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสนอทุกปี ได้แก่ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(1) ให้รัฐบาลรับร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.…..ฉบับขบวนการแรงงานปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(2) ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา ILO ที่ 87 และ 98 ซึ่งว่าด้วยการเจรจาต่อรอง และการรวมตัวอย่างเป็นอิสระปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(3) ให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรม โดยยึดหลักมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(4) ให้รัฐบาลจัดตั้งสถาบันความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(5) ให้รัฐบาลยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ทั้งนี้เมื่อมาพิจารณาสถานการณ์การดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน กลับพบว่ามีความก้าวหน้าที่เป็น “คุณ” ต่อผู้ใช้แรงงานน้อยมาก หรือกล่าวได้ว่ามีความถดถอยมากกว่า กล่าวคือปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(1) ในเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ … ฉบับขบวนการแรงงาน พบว่า หลังจากปี 2546 เป็นต้นมารัฐบาลไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อร่างฯที่ได้ยื่นไปแม้ว่าจะมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงทำให้ในปี 2552 คสรท.จึงได้ร่วมกับ สรส.ยกร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า “แรงงานสัมพันธ์ฉบับวังน้ำเขียว”[4] และ คสรท.ได้ใช้ร่างกฎหมายฉบับนี้ในการยกร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ (ฉบับบูรณาการแรงงาน) ต่อมาในปี 2554 และในที่สุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 คสรท. นำโดยนายชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. และองค์กรสมาชิกใน คสรท. รวบรวมรายชื่อพี่น้องแรงงานจำนวน 12,567 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.…. ฉบับบูรณาการแรงงานต่อประธานรัฐสภาปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2556 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีจดหมายมาถึงประธาน คสรท. โดยแจ้งว่าเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 143 (2) ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณารับรองก่อนเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระต่อไป ซึ่งทางสำนักงานฯได้รับแจ้งจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่ายังไม่สามารถให้คำรับรองได้ในขณะนี้ ซึ่งจะไม่ทันการพิจารณาในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้ เนื่องจากต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(2) การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า มีความคืบหน้าในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 แต่ต่อมาในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่าทีการผลักดันอนุสัญญาไม่มีความชัดเจน มีเพียงกระทรวงแรงงานจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค เมื่อเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาเท่านั้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(3) ไม่มีความคืบหน้าในข้อเสนอเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรม แม้ว่ารัฐบาลจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศแต่ก็พบว่า ในหลายสถานประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นคุณ-ไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง และมีการเลิกจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องติดตามมา ดังนั้น ค่าจ้าง 300 บาทที่ปรับขึ้น จึงยังไม่สามารถทำให้แรงงานมีรายได้เพียงพอเพื่อการใช้จ่ายให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม เป็นไปเพื่อประทังชีวิตของคนงานได้เพียงคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลก็ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มแรงงานนอกระบบ ขณะที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลต่อคนงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบอย่างยากจะหลีกเลี่ยงปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(4) มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ที่มีการบรรจุเรื่องการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ขณะนี้กระทรวงแรงงานอยู่ในระหว่างการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ แต่ร่างดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างมากในเชิงหลักการและวิธีคิดการจัดตั้งสถาบันฯ จากข้อเสนอของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานฯ อีกทั้งทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ได้มีการส่งบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อประกอบการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกันปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

(5) รัฐบาลยังคงมีนโยบายเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ปตท. และ การบินไทยปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

นอกจากนั้นแล้วเมื่อมาพิจารณาในข้อเรียกร้องข้ออื่นๆ ก็กลับพบความถดถอยมิแตกต่าง โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

- การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ.… ฉบับที่นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 14,264 คน เป็นผู้เสนอ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการและพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เพราะนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 คสรท.และองค์เครือข่ายพันธมิตรด้านแรงงาน ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.… (ฉบับบูรณาการแรงงาน) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รับหลักการและพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้นับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2554 จนถึง 20 มีนาคม 2556 รวมเวลา 1 ปี 4 เดือน ทางสภาผู้แทนราษฎรจึงมีการพิจารณารับหลักการเห็นชอบในวาระ 1 อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2556 ได้ลงมติในวาระที่ 1 ไม่รับหลักการร่างดังกล่าว ทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายแรงงานฉบับแรกของประเทศไทยที่เสนอสู่รัฐสภาที่กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงเข้าชื่อเสนอกฎหมายปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

- การแก้ไขปัญหาของแรงงานที่ประสบวิกฤติอุทกภัยมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ให้ลุล่วง พบว่า แรงงานที่เป็นกำลังการผลิตส่วนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมต่างได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า สถานประกอบการต้องปิดตัวลง การหยุดงานเป็นเวลานาน ความไม่ชัดเจนของการจ่ายค่าจ้าง หรือแม้กระทั่งการเลิกจ้าง เหล่านี้เป็นปัญหาที่รุมเร้าแรงงานตลอดช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามหรือใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เช่น การใช้มาตรา 75 ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กับลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม หรือในกรณีการไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนในการเปิดสถานประกอบการ ทำให้แรงงานไม่สามารถใช้สิทธิทดแทนการว่างงาน จาก พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้  หรือการเลิกจ้างแรงงาน การล้มสหภาพแรงงาน โดยอ้างเหตุจากวิกฤติอุทกภัย นี่ไม่นับว่ามีการเลิกจ้างแรงงานกลุ่มเหมาช่วง เหมาค่าแรงเป็นกลุ่มแรกๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่กระทรวงแรงงานก็กลับไม่มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว รวมถึงผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ด้วยเช่นกันปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

- การควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น ในทุกครั้งที่มีการประกาศปรับค่าจ้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของภาคข้าราชการหรือเอกชน สิ่งที่ตามมาเสมอคือการขอปรับขึ้นราคาสินค้าที่ผู้ประกอบการอ้างว่ารับภาระการขาดทุนไม่ไหว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไป ที่ต้องมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าจ้างเพิ่มเพียงน้อยนิดนั้นกลับไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ปรับราคาขึ้นไป นั่นก็ทำให้การปรับขึ้นค่าจ้างไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแต่กลับเพิ่มภาระในค่าครองชีพที่สูงขึ้น และรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจนในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น เช่น สินค้าอุปโภค บริโภค น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม เป็นต้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ดังนั้น จากสถานการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงเห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้แม้การยื่นข้อเรียกร้องจะยังคงเป็นภาพสะท้อนของ “พิธีกรรมประจำปีที่รัฐและทุนไม่ใส่ใจ” แต่อย่างน้อยเมื่อมาพิจารณาข้อเรียกร้องก็เห็นได้ชัดว่า การปรับปรุงเพียงเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือการเข้าถึงสวัสดิการแรงงาน ไม่ได้ทำให้สิทธิแรงงานเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้การเปิดโอกาสให้แรงงานได้รวมตัว-เจรจา-ต่อรอง อย่างเสมอภาค โดยเฉพาะการที่รัฐบาลไทยต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยเร็ววัน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว นี้ต่างหากที่จะนำไปสู่การปรับสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างผู้ได้เปรียบกับเสียเปรียบทางสังคม และสุดท้ายจะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่อผู้ใช้แรงงานลงได้จริงปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

 

เชิงอรรถ

ปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

[1] แต่ในประเด็นนี้ยังจำเป็นต้องแสวงหาข้อถกเถียงต่อไป เพราะไม่สามารถสรุปได้เป็นเนื้อเดียวกันว่า ข้อเรียกร้องของคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติประนีประนอมกับรัฐและทุนทุกปี เพราะเมื่อมาพิจารณาข้อเรียกร้องของคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติตั้งแต่ปี 2547-2555 กลับพบว่า ข้อเรียกร้องแต่ละปีบางครั้งขัดแย้งในเชิงจุดยืนกันเอง เช่นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ปี 2549-50 เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในสถานประกอบการ โดยให้เป็นหน่วยงานอิสระ แต่พอปี 2551-53 กลับเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฉบับรัฐบาล ซึ่งเป็นฉบับที่ไม่มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

หรือในปี 2551 เสนอให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้กับลูกจ้างตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น  แต่หลังจากนั้นปี 2552-53 ก็ไม่มีประเด็นค่าจ้างในข้อเรียกร้อง แต่ต่อมาในปี 2554 กลับเสนอให้รัฐบาลปรับค่าจ้างที่เป็นธรรม พร้อมกำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้างและรายได้แห่งชาติทุกสาขาอาชีพ ส่วนปี 2555 ไม่มีข้อเรียกร้องเรื่องนี้  เป็นต้นปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

[2] ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ในช่วงนั้นย้อนไปเมื่อปี 2545 ที่คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยสมัยที่มีนายศรีโพธิ์ วายุพักตร์ เป็นประธาน คสรท. ได้ร่วมกับนายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (ในสมัยนั้น) ยกร่าง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.….. (ฉบับขบวนการแรงงาน) ขึ้นมา และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยกับสถานการณ์ในช่วงนั้น (จริงๆ ยกร่างมาตั้งแต่ปี 2541 เพราะเมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.ขึ้นมาใหม่ และนำเสนอสู่สภาผู้แทนราษฎร) โดยก่อนการปรับปรุงได้นำร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.….. (ฉบับขบวนการแรงงาน) ไปดำเนินการประชาพิจารณ์เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศร่วมกับคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎรและศูนย์อเมริกันเพื่อแรงงานนานาชาติ (ACIL) รวม 9 ครั้ง และเมื่อทำการประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้ว จึงนำร่าง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.….. (ฉบับขบวนการแรงงาน) มาทำการปรับปรุงแก้ไขใหม่ และเมื่อปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ต่อมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2546 จึงได้มีการยื่นร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อให้รัฐบาลนำไปตราเป็นพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.…..ต่อไปปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และหลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรของลูกจ้างเพื่อให้สามารถสร้างแรงงานสัมพันธ์กับนายจ้างได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งต่างกับร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.…. ฉบับของรัฐบาลเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลมีหลักการและเนื้อหาหลายมาตราที่ขัดกับหลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศและลิดรอนสิทธิการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานในภาคราชการบางส่วนปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

[3] ในประเด็นนี้เป็นที่น่าแปลกใจว่าทางคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติไม่มีการระบุถึงเรื่องดังกล่าวทั้งในปี 2548 และ 2555 ทั้งๆ ที่ผู้ใช้แรงงานต่างได้รับผลกระทบทั่วหน้าปีข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยถดถอยหรือก้าวหน้า

[4] เวทีการยกร่างที่สำคัญ คือ เวทีซึ่งจัดเมื่อวันที่ 27-28 กันยายน 2553 ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ทั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสภาแรงงานแห่งชาตินอร์เวย์ (LO – NORWAY) และเวทีแห่งนี้เองที่ทำให้ได้ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ขึ้นมา หรือที่เรียกกันว่า “แรงงานสัมพันธ์ฉบับวังน้ำเขียว” และใช้ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นตัวตั้งในการยกร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ (ฉบับบูรณาการแรงงาน) ฉบับที่ยื่นต่อรัฐสภาเมื่อสิงหาคม 2555

ปรับปรุงล่าสุด